31 สิงหาคม 26

AMC ไทย 86 แห่งจัดการ NPL ไม่ทัน: วิกฤตที่ต้องใช้เทคโนโลยีเร่งแก้

AMC ไทย ทั้ง 86 แห่งจัดการ NPL ได้ปีละราว100,000 ล้านบาท แต่ NPL ที่มีอยู่ในระบบสูงถึง 1 ล้านล้านบาท เท่ากับต้องใช้เวลา 7-10 ปี กว่าจะจัดการได้หมด บทความนี้อธิบายว่า AMC ไทยคืออะไร ทำไมปัญหานี้สำคัญ และเทคโนโลยี จะช่วยเร่งกระบวนการนี้ได้อย่างไร
AMC ไทย 86 แห่ง กำลังจัดการ NPL ในระบบการเงินไทย

ปัญหาหนี้เสียในระบบการเงินไทยไม่ได้เป็นเพียง ตัวเลขที่ธนาคารรายงานทุกไตรมาสเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงกลไกที่ทำหน้าที่รับช่วงต่อ จัดการหนี้เสียเหล่านั้น นั่นคือ AMC ไทย หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ ที่ช่วยให้ธนาคารสามารถล้างหนี้เสียออกจากงบดุล และกลับมาปล่อยสินเชื่อใหม่ได้

ในการเสวนาเรื่องหนี้ครัวเรือนที่จัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2568 ผู้บริหารระดับสูงของ Bangkok Commercial Asset Management หรือ BAM ได้เปิดเผยตัวเลข ที่สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของระบบ AMC ไทยอย่างชัดเจน บทความนี้จะพาไป ทำความเข้าใจว่าปัญหานี้ใหญ่แค่ไหน และทำไมเทคโนโลยีจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ

AMC ไทย

สถานการณ์ปัจจุบัน:

ประเทศไทยมี AMC ทั้งสิ้น 86 แห่ง

จัดการ NPL รวมกันได้ราว 100,000 ล้านบาทต่อปี

NPL ในระบบปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท

ต้องใช้เวลา 7-10 ปีเพื่อจัดการ NPL ที่มีอยู่ หากไม่เพิ่มกำลังการดำเนินงาน

แหล่งอ้างอิง: Household Debt and Financial Vulnerability

AMC คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ

AMC หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ คือบริษัท ที่ทำหน้าที่รับซื้อหรือรับโอนหนี้เสียจากธนาคาร มาบริหารจัดการต่อ

เมื่อธนาคารปล่อยกู้ไปแล้วลูกหนี้ ไม่สามารถชำระคืนได้จนกลายเป็นหนี้เสีย ธนาคารสามารถขายหรือโอนหนี้ก้อนนั้นให้ AMC ไปดำเนินการต่อ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจา ปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ ฟ้องร้องตามกฎหมาย หรือยึดทรัพย์สินมาบริหารและขายทอดตลาด

ระบบนี้มีประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย ธนาคารได้ ล้างหนี้เสียออกจากงบดุล ทำให้มีศักยภาพ ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น ส่วน AMC ก็มี ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการจัดการหนี้เสีย มากกว่าธนาคาร ซึ่งงานหลักคือการปล่อยสินเชื่อ ไม่ใช่การไล่ตามหนี้

AMC ไทย 86 แห่ง กับตัวเลขที่สะท้อน ปัญหาเชิงโครงสร้าง

ตัวเลขนี้บอกอะไรกับอุตสาหกรรมการเงินไทย คำตอบคือ AMC ไทยกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นปัญหาด้านกำลังการผลิต ข้อมูลจาก การเสวนาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาท และยังมีสินเชื่อที่จัดชั้นเป็น Special Mention หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่กลายเป็น หนี้เสียอีกประมาณ 1 ล้านล้านบาท รวมเป็นมูลค่า สินเชื่อที่มีปัญหาราว 2 ล้านล้านบาททั่วประเทศ

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยมี AMC ที่ดำเนินการ อยู่ทั้งสิ้น 86 แห่ง ซึ่งมีกำลังในการจัดการ NPL รวมกันได้ประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี

เมื่อคำนวณจากตัวเลขทั้งสองส่วนนี้ หากไม่มี การเปลี่ยนแปลงใดๆ AMC ไทยทั้งระบบจะต้อง ใช้เวลาราว 7 ถึง 10 ปี เพื่อจัดการกับ NPL ที่มีอยู่ในปัจจุบันให้หมด และนั่นยังไม่นับรวม NPL ใหม่ที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง

ตัวเลขนี้บอกอะไรกับอุตสาหกรรมการเงินไทย คำตอบคือ AMC ไทยกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกได้ ว่าเป็นปัญหาด้านกำลังการผลิต หนี้เสียเข้าสู่ ระบบเร็วกว่าที่ AMC จะสามารถประมวลผล และจัดการได้

ทำไมปัญหานี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด

ในเวทีเสวนาเดียวกัน ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้ชี้ให้เห็นภาพที่ใหญ่กว่านั้นว่า หนี้ครัวเรือนไทย เมื่อรวมทั้งในระบบและนอกระบบแล้วมีมูลค่า เกิน 100% ของ GDP และเศรษฐกิจนอกระบบ ของไทยยังคิดเป็นสัดส่วนถึง 48% ของเศรษฐกิจ โดยรวม ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของยอดหนี้ที่สูง แต่เป็นปัญหา เชิงโครงสร้างที่เกี่ยวโยงกันหลายส่วน ทั้งขนาด ของเศรษฐกิจนอกระบบ ความสามารถในการ เข้าถึงข้อมูลของผู้กู้ และความสามารถของ กลไกปลายทางอย่าง AMC ในการรับมือกับ ปริมาณหนี้เสียที่เกิดขึ้น

เมื่อ AMC ไม่สามารถประมวลผล NPL ได้ทันกับ ที่เกิดขึ้นจริง ผลกระทบจะย้อนกลับไปที่ธนาคาร เองด้วย เพราะธนาคารจำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพไว้นานขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความสามารถ ในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และต่อคุณภาพงบดุล โดยรวมของสถาบันการเงิน

ข้อเสนอเชิงนโยบายที่กำลังถูกพูดถึง

ในการเสวนาดังกล่าว มีการเสนอแนวทางแก้ปัญหา เชิงโครงสร้างหลายด้าน ซึ่งรวมถึงการขยายกำลัง การดำเนินงานของ AMC ที่มีอยู่ ผ่านมาตรการ ต่างๆ เช่น การสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับ AMC การผ่อนคลายกฎระเบียบสำหรับสินเชื่อ ที่กลับมาชำระได้ตามปกติ และการเปิดทางให้ เกิดการร่วมทุนระหว่าง AMC กับพันธมิตรรายอื่น

นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนวทางจัดตั้ง National AMC ในระดับประเทศ ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบของ AMC ที่มีอยู่แล้ว การจัดตั้งใหม่ หรือการร่วมมือ กันของหลายธนาคาร

ข้อเสนอเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นการหารือ แต่สะท้อน ให้เห็นว่าภาคการเงินไทยตระหนักถึงปัญหานี้ อย่างจริงจัง และกำลังมองหาแนวทางที่จะทำให้ กระบวนการจัดการ NPL มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทคโนโลยีมีบทบาทตรงไหนในโจทย์นี้

เมื่อข้อจำกัดหลักของ AMC คือกำลังการ ประมวลผล ไม่ใช่แค่เงินทุน คำถามสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ AMC ที่มีอยู่ในปัจจุบันจัดการ หนี้เสียได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องรอการขยายจำนวน AMC หรือ การจัดตั้ง National AMC ซึ่งต้องใช้เวลา ในเชิงนโยบายอีกพอสมควร

กระบวนการทำงานของ AMC โดยทั่วไป ครอบคลุมหลายขั้นตอน ตั้งแต่การรับโอน พอร์ต NPL จากธนาคาร การประเมินมูลค่า สินทรัพย์ การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับ ลูกหนี้ ไปจนถึงกระบวนการทางกฎหมาย และการบริหารทรัพย์สินรอการขาย แต่ละ ขั้นตอนเหล่านี้ล้วนมีจุดที่เทคโนโลยีสามารถ เข้ามาช่วยลดระยะเวลาดำเนินการได้

ประเด็นสำคัญคือ การประมวลผลพอร์ตหนี้เสีย จำนวนมากด้วยกระบวนการที่ยังพึ่งพาการทำงาน ด้วยมือเป็นหลัก เป็นข้อจำกัดที่ทำให้ AMC ไม่สามารถขยายกำลังการดำเนินงานได้ตาม สัดส่วนของปัญหาที่เพิ่มขึ้น ระบบที่ช่วยให้ กระบวนการประเมินมูลค่า การจัดลำดับ ความสำคัญของพอร์ต และการติดตาม ความคืบหน้าของแต่ละคดีทำได้รวดเร็ว และเป็นระบบมากขึ้น จึงกลายเป็นปัจจัย ที่มีนัยสำคัญต่อความสามารถของ AMC ในการรับมือกับปริมาณงานที่มีอยู่

สิ่งที่สถาบันการเงินและ AMC ควรพิจารณา

จากตัวเลขและข้อเสนอเชิงนโยบายที่กล่าวมา มีประเด็นที่สถาบันการเงินและ AMC ควร พิจารณาทบทวนภายในองค์กรของตนเอง องค์กรควรประเมินว่ากระบวนการรับโอนพอร์ต NPL จากธนาคารมาสู่ AMC ในปัจจุบันใช้เวลา นานเพียงใด และมีขั้นตอนใดที่ยังต้องพึ่งพา การทำงานด้วยมือ

ควรตรวจสอบว่าการประเมินมูลค่าและการจัด ลำดับความสำคัญของพอร์ตหนี้เสียทำได้รวดเร็ว เพียงพอหรือไม่ เมื่อเทียบกับปริมาณ NPL ที่เข้ามาใหม่ในแต่ละเดือน ควรพิจารณาว่าระบบที่ใช้อยู่สามารถรองรับ การขยายขนาดของพอร์ตได้หรือไม่ หากปริมาณ NPL ในระบบยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

และควรประเมินว่าองค์กรมีข้อมูลที่เพียงพอ สำหรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เช่น การเลือกว่า พอร์ตใดควรเร่งดำเนินการก่อน หรือพอร์ตใด มีแนวโน้มกลับมาชำระได้ตามปกติ

บทบาทของ TBN ในการสนับสนุน กระบวนการนี้

TBN Corporation พัฒนาระบบบริหารจัดการ สินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นส่วนหนึ่งของ ระบบสินเชื่อดิจิทัล ซึ่งครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การรับโอนพอร์ต หนี้เสีย การประเมินมูลค่าสินทรัพย์ ไปจนถึง การติดตามความคืบหน้าของการบริหารทรัพย์สิน รอการขาย โดยออกแบบมาให้แต่ละโมดูล ทำงานได้อิสระและเชื่อมต่อกับระบบที่สถาบัน การเงินหรือ AMC มีอยู่เดิมได้ โดยไม่ต้อง เปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดในคราวเดียว

แนวทางนี้เปิดโอกาสให้องค์กรเริ่มต้นจากจุด ที่เป็นคอขวดมากที่สุดในกระบวนการของตนเอง ก่อน แล้วจึงขยายการใช้งานไปยังส่วนอื่นตาม ความพร้อม ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญ ในวงการชี้ให้เห็นว่า การขยายกำลังการ ดำเนินงานของ AMC ที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือ แนวทางที่ให้ผลเร็วกว่าการรอนโยบายระดับ ประเทศที่ต้องใช้เวลาดำเนินการอีกพอสมควร

บทสรุป

ตัวเลขที่ว่า AMC ไทยต้องใช้เวลา 7 ถึง 10 ปี ในการจัดการ NPL ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียง สถิติที่น่าสนใจ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชี้ให้เห็นว่า ระบบการจัดการหนี้เสียของไทยกำลังทำงาน ช้ากว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

ไม่ว่าข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างการขยายจำนวน AMC หรือการจัดตั้ง National AMC จะเกิดขึ้น เมื่อใด สิ่งที่สถาบันการเงินและ AMC สามารถ เริ่มทำได้ทันทีคือการทบทวนกระบวนการภายใน ของตนเอง และพิจารณาว่าเทคโนโลยีจะช่วย เร่งความเร็วในการจัดการหนี้เสียที่มีอยู่ได้อย่างไร

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ AMC ไทย

AMC คืออะไร?

AMC ไทย หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์ คือบริษัท ที่รับซื้อหรือรับโอนหนี้เสีย (NPL) จากธนาคาร มาบริหารจัดการต่อ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจา ปรับโครงสร้างหนี้ กระบวนการทางกฎหมาย หรือการบริหารทรัพย์สินที่ถูกยึด

ทำไม AMC ไทยถึงจัดการ NPL ไม่ทัน?

เพราะ AMC ทั้ง 86 แห่งของไทยมีกำลังจัดการ NPL รวมกันได้ราว 100,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ NPL ในระบบมีอยู่ราว 1 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องใช้เวลา 7-10 ปีกว่าจะจัดการหมด หากไม่เพิ่มกำลังการดำเนินงาน

เทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

ระบบที่ช่วยให้กระบวนการรับโอนพอร์ต การประเมินมูลค่า และการติดตามความคืบหน้า ของคดีทำได้รวดเร็วขึ้น ช่วยให้ AMC ที่มีอยู่ เดิมจัดการปริมาณ NPL ได้มากขึ้นโดยไม่ต้อง รอการขยายจำนวน AMC หรือนโยบายระดับ ประเทศ

TBN ช่วย AMC และสถาบันการเงินได้อย่างไร?

TBN พัฒนาระบบบริหารจัดการสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพที่เชื่อมต่อกับระบบเดิมได้ เริ่มใช้งานได้จากจุดที่เป็นคอขวดที่สุดก่อน ติดต่อ TBN เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางที่เหมาะกับองค์กร

อ้างอิง: สรุปการเสวนา "Household Debt and Financial Vulnerability" จัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เดือนสิงหาคม 2568 ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส (ธนาคารแห่งประเทศไทย) ดร.ลักขณา แอตอาปิช (บริษัท ข้อมูลเครดิต แห่งชาติ) นายผยง ศรีวณิช (ประธานสมาคม ธนาคารไทย) และ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร (บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด มหาชน)

RECENT POSTS

Top
เมนูหลัก
นักลงทุนสัมพันธ์
เรียนรู้ทักษะ
ร่วมงาน
ติดต่อเรา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว บันทึกการตั้งค่า